การอบรมเรื่อง ทางเลือกการพัฒนาทักษะทางภาษาโดยการแลกเปลี่ยนรูปภาพ
Picture Exchange Communication System
 
               เทคนิคการสอนแบบเพ็คส์ ( PECS )    

               เพ็คส์ ( PECS ) คืออะไร
           PECS ย่อมามาก Picture Exchang Communication System พัฒนาขึ้นโดย ดร . มอนดี้ แห่งรัฐเดลลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการสอนการสื่อสารกับเด็กออทิสติกโดยใช้ภาพ ในการสื่อสารจะเริ่มจากการแลกเปลี่ยนภาพระหว่างคู่สนทนา 2 คน โดยไม่มีการพูดคุย ถัดจากนั้นครูจะเริ่มพูดคุยกับเด็กทีละน้อย ในตอนแรกเด็กอาจจะยังไม่โต้ตอบแต่ต่อมาเด็กจะเริ่มโต้ตอบโดยใช้ภาพ โดยใช้ภาษาท่าทางและใช้ภาษาพูดในที่สุด


               จุดมุ่งหมายของเพ็คส์  

          เพื่อใช้สอนการสื่อสารระหว่างเด็กออทิสติกกับผู้ปกครองกับครูหรือกับผู้อื่นโดยใช้รูปภาพ สัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยเน้นให้เด็กสามารถสื่อสารกับผู้อื่นในชีวิตประจำวันได้นอกจากใช้กับเด็กออทิสติกแล้ว วิธีนี้อาจนำมาใช้กับเด็กอื่นที่มีความบกพร่องทางการสื่อสารได้ด้วย เมื่อเด็กเข้าใจกระบวนการสื่อสารและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นด้วยภาพได้แล้ว จุดมุ่งหมายขั้นต่อไปคือ การสอนเด็กให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ด้วยการพูด

 

              ประโยชน์ของเพ็คส์

          วิธีเพ็คส์ แตกต่างจากวิธีสอทั่วไปอย่างไร
วิธีสอนแบบนี้เป็นการแลกเปลี่ยนรูปภาพซึ่งกันและกันระหว่างครูผู้สอนและเด็กออทิสติก วิธีสอนนี้มีจุดเด่นที่สำคัญ คือ
•  PECS สอนให้เด็กสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบทันทีทันใด
•  PECS สอนให้เด็กเป็นผู้เริ่มต้นการสนทนา ( หรือการสื่อสาร )
•  PECS ให้สิ่งของเป็นรางวัล ตามด้วยคำชม
•  PECS เด็กไม่จำเป็นต้องมีทักษะเบื้องต้นในการสื่อสาร
•  PECS สอนการสื่อสารในขณะที่เด็กอยู่ท่ามกลางคน 2-3 คน ซึ่งเด็กจะต้องใช้ทักษะ ทางสังคมเพื่อให้เกิดการสื่อสาร
•  หากใช้ PECS แล้วมักเห็นผลในระยะเวลาสั้น
•  วิธีนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ทำให้เด็กเข้าใจง่าย
          จากการทดลองนำวิธีไปใช้ในการสอนเด็ก ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่ให้การตอบสนองเป็นอย่างดีได้ผลดีเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ขวบ ใช้กับเด็กที่อายุมากกว่า 7 ขวบก็ได้ แต่อาจจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการบางอย่าง หากเด็กสามารถสื่อสารได้ดีโดยวิธี PECS แล้ว เด็กจะเริ่มพูดได้เองวิธีพูดทั่วไป ครูเป็นผู้เริ่มต้นการสื่อสาร เด็กเป็นคนพูดตามครู เด็กไม่ใช้ผู้เริ่มต้น
              วิธี PECS สอนให้เด็กเริ่มต้นการสื่อสารกับครู

การสอนพูด ภาษา โดยครูชี้ให้ดูรูปภาพ ครูพูดแล้วให้เด็กพูดตาม เด็กออทิสติกอาจไม่พูดหรืออาจพูดแต่ไม่ยอมชี้ตามครู หรืออาจหันหน้าไปทางอื่น
วิธีสอน PECSก่อนลงมือสอนครูจะต้อง
•  ค้นให้พบว่าเด็กชอบอะไรเพราะครูใช้สิ่งที่เด็กชอบเป็นแรงเสริม
•  อธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่าระบบ PECS มีอย่างไร ทำอย่างไร จะทำให้ระบบนี้ มีประสิทธิภาพ การที่จะค้นพบว่าเด็กชอบสิ่งใดบ้าง ครูอาจสังเกตด้วยตนเอง หรืออาจสัมภาษณ์ผู้ ปกครอง พี่เลี้ยงเด็กหรือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด สิ่งที่เด็กชอบอาจจัดหมวดหมู่ได้ดังนี้
1. อาหาร เด็กชอบกินอะไรมากที่สุด เช่น ลูกกวาด หรือขนมหวานบางชนิดอาหาร ขบเคี้ยวบางอย่าง
2. เครื่องดื่ม เด็กชอบเครื่องดื่มประเภทไหนมากที่สุด เช่น นมกล่องบางชนิดบาง รส น้ำอัดลม เป็นต้น
3. ของเล่น เด็กชอบของเล่นประเภทใดมากที่สุด
4. กิจกรรม เด็กชอบกิจกรรมใดมากที่สุด เช่น เกมคอมพิวเตอร์ การต่อแท่งไม้ การตัดกระดาษ การร่วมกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น
5. การเล่น / ทำงานตามอิสระ หากมีเวลาว่างเด็กชอบทำอะไรมากที่สุด เช่น เล่น ของเล่นตามลำพัง เป็นต้น เด็กออทิสติกบางคนอาจชอบเล่นม่าน ( ดึงม่านเล่น ) หรือ เอาแก้มไปแนบกับกระจก บานหน้าต่าง พฤติกรรมดังกล่าวอาจนำไปใช้เป็นแรงเสริมได้เช่นเดียวกัน ครูจะต้องเป็นคนคอยสังเกต พฤติกรรมของเด็กบ่อย ๆ และมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมแปลก ๆ ให้เด็กร่วมปฎิบัติ ครูจะต้องเรียงลำดับสิ่งทีเด็กชอบเหล่านี้ จากมากที่สุดไปยังน้อยที่สุด เพื่อเลือกนำ อุปกรณ์เสริมแรงเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ครูอาจจำเป็นต้องศึกษาว่าเด็กไม่ชอบสิ่งใดมากที่สุดด้วย โดยใช้วิธีศึกษาตามรายการที่ กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อครูจะได้หลีกเลี่ยงสิ่งนี้นโดยไม่นำสิ่งนั้นมาใช้กับเด็ก แต่ถ้าครูต้องการนำมาใช้ครูก็สามารถนำมาใช้ได้ ส่วนมากจะใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของเด็ก โดยใช้หยุดยั้งการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ในการสอนเด็กครูจะต้องใช้สิ่งที่เด็กชอบมากที่สุดเป็นอันดับแรกของการเสริมแรง ซึ่งครู อาจใช้อุปกรณ์เสริมแรงดังกล่าวในรูปของ - สัญลักษณ์ ( เช่น ภาพสติกเกอร์ ) - ภาพวาด ( ครูวาดเอง ) - รูปถ่าย - ของจริง ( เช่น ลูกกวาด ซึ่งครูอาจใส่ถุงพลาสติกเล็ก ๆ ) วิธีสอน วิธี PECS แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ครูจะต้องสอนตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใหญ่ หรือ ขั้นตอนย่อย ๆ ในแต่ละขั้นตอนครูจะสอนข้ามขั้นไม่ได้ และจะต้องปฎิบัติตามขั้นตอนย่อยอย่างเคร่งครัด ขั้นตอนต่าง ๆ มีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ( Phase) 1 การแลกเปลี่ยนสิ่งของ
1. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในทันทีที่เด็กเห็นอุปกรณ์เสริมแรง ( อาจเป็นสิ่งของจริง ๆ ภาพวาด สัญลักษณ์ หรือภาพถ่าย สิ่งที่เด็กชอบที่สุด ) เด็กจะหยิบสิ่งของนั้นแล้ววางลงบนฝ่ามือของครู
2. วิธีปฏิบัติ ในการปฎิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ ต้องใช้ครู 2 คน หรือครู 1 คน พี่เลี้ยงอีก 1 คน รวม 2 คนครู ( ต่อไปนี้จะใช้คำว่าครูกับพี่เลี้ยง ) จะต้องนั่งอยู่ข้างหน้าเด็ก หันหน้าเข้าหากัน พี่เลี้ยงนั่งอยู่ข้างหลังเด็ก ค่อนไปข้าง ๆ เล็กน้อย หากเด็กถนัดขวา ให้พี่เลี้ยงนั่งเยื้องไปทางขวา หากเด็กถนัดซ้าย ให้พี่เลี้ยงนั่งเยื้องไปทางซ้าย ครูหยิบอุปกรณ์เสริมแรง ( สมมุติว่าเป็น Pokie ) แล้วชูขึ้นต่อหน้าเด็ก ให้เด็กเห็นหากเด็กเอื้อมมือมาหยิบ Pokie จากมือครู ครูไม่ให้แต่ครูจะแบมืออีกข้างหนึ่งออก แล้วชี้ไปที่รูปภาพหรือภาพวาดของ Pokie ที่อยู่บนโต๊ะบอกด้วยภาษาท่าทางว่า ให้เด็กหยิบแผ่นภาพวาดนั้นใส่ลงบนมือครู หากเด็กไม่ทำ พี่เลี้ยงจะต้องจับมือเด็กแล้วหยิบภาพวาดนั้นใส่ลงบนมือครู แล้วครูจึงให้ Pokie แก่เด็ก ครูปฏิบัติเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง พี่เลี้ยงคอยจับมือหรือกระตุ้นเตือนเด็ก หากเด็กปฏิบัติได้พี่เลี้ยงลดความช่วยเหลือลงทีละน้อยตามลำดับ จนกระทั่งเด็กสามารถทำได้เองได้โดยพี่เลี้ยงไม่ต้องช่วยเหลือ ในขั้นตอนนี้มีหลักการในการปฏิบัติดังนี้
•  ครูไม่พูดกับเด็กแม้แต่คำเดียว ปฏิบัติอย่างเดียว พี่เลี้ยงก็ต้องไม่พูด
•  ครูเตรียมอุปกรณ์เสริมแรงไว้หลาย ๆ ชิ้น ( 5-10 ชิ้น ) หากเด็กเบื่อให้เปลี่ยนอุปกรณ์เสริม แรงใหม่ โดยเลือกอุปกรณ์เสริมแรงที่เด็กชอบใอันดับรองลงไป
•  ในหนึ่งวันฝึกให้เด็กเอื้อยหยิบในลักษณะนี้อย่างน้อย 30 ครั้ง ( อาจฝึกเลยช่วงเวลาได้ )
•  จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงในขั้นนี้ พี่เลี้ยงจะต้องคอยช่วยเด็กให้เด็กปฏิบัติตามที่ครูต้องการได้
•  ลดความช่วยเหลือเด็กลงทีละน้อยจนกระทั่งเด็กสามารถปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย
•  ครูลดระดับการแบมือลง ในครั้งแรกครูแบมือ ( อีกข้างหนึ่ง ) ไว้บนโต๊ะต่อหน้าเด็ก ( อาจฝึกบนพื้นห้องได้ ไม่จำเป็นต้องฝึกบนโต๊ะเสมอไป ) ขั้นต่อไปหลังจากที่เด็กหยิบของวางลงบนมือครูได้แล้ว เด็กจะหาทางให้ครูแบมือเอง เช่น พยายามหามือครูจนพบว่า มือครูอยู่ที่ไหน แล้วแกะมือครูที่กำไว้ให้แบออก เป็นต้น
•  ครูรีบพูดโต้ตอบเด็กทันที หากเด็กเริ่มเปลี่ยนเสียงพูด พูดกับเด็กคล้ายกับว่าเด็กเป็นผู้ที่สามารถพูดจาโต้ตอบกับเราได้
•  ครูให้รางวัลทุกครั้ง อย่าบอกว่า “ ไม่ได้ ” หรือ “ ไม่ ” หากเด็กไม่ปฏิบัติตามให้พูดกับเด็กว่า “ ทำอย่างนี้ ” แล้วจับมือเด็กทำ
•  เลือกใช้อุปกรณ์เสริมแรงตามลำดับที่เด็กชอบ
•  ครูกับพี่เลี้ยงอาจสลับบทบาทกันก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 การขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้น
1. วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เด็กสามารถเดินไปที่ป้ายสื่อสาร แกะภาพออกจากป้าย นำภาพมาหาครูวางภาพลงบนฝ่ามือครู คำว่า “ ป้ายสื่อสาร ( Communication Board )” เป็นป้ายที่มีลักษณะคล้ายป้ายนิเทศ มีขนาดกว้าง 2X3 ฟุต หุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ เด็กสามารถนำภาพมาติดที่ป้ายและดึงภาพออกจากป้ายได้
2. วิธีปฏิบัติ ในขั้นนี้ มีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้
1. ครูยังไม่กระตุ้นให้เด็กพูดในขั้นนี้
2. สอนภาพหลาย ๆ ภาพที่แตกต่างกัน สอนทีละภาพ
3. ตรวจสอบอยู่เสมอว่าแรงเสริมที่มีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด
4. เปลี่ยนครูผู้สอนบ้าง ให้ผู้อื่นสอนแทนครู
5. ไม่ควรฝึกใช้ระยะเวลายาวนานติดต่อกัน ฝึกบ้าง พักบ้าง ใน 1 วันเด็กควรปฏิบัติบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างน้อย 30 ครั้ง
6. เด็กจะต้องแกะภาพออกจากป้ายสื่อสารได้
7. ครูถอยห่างจากเด็กออกไปเรื่อย ๆ
8. ให้เด็กอยู่ห่างจากภาพเรื่อย ๆ ครูอาจนั่งเฉยทำเป็นไม่สนใจ เพื่อให้เด็กเอาภาพมาใส่ในมือครู ครูอาจแอบอยู่หลังโต๊ะให้เด็กหาครูให้พบเพื่อมอบภาพให้ ครูอาจเดินไปที่ระเบียงเพื่อให้เด็กตามหาเมื่อพบแล้วด็กจะมอบรูปภาพให้ครู
9. ป้ายสื่อสาร อาจเป็นป้ายที่ทำด้วยกระดาษแข็งปกสมุดขนาดใหญ่ก็ได้ด้านหลังภาพติดกระดาษกาว หรือวัตถุอื่น ๆ ที่สามารถแกะออกจากป้าย และติดเข้าไปใหม่ได้โดยง่ายดาย
10. เก็บป้ายนิเทศไว้ ณ ที่เดิมเสมอ เพื่อเด็กจะได้ตามหาป้ายได้ง่ายขึ้นเด็กจะได้หาทางสื่อสารกับท่านได้เมื่อเขาต้องการสื่อสารโดยใช้ป้ายดังกล่าว
11. ป้ายสื่อสารควรมีขนาดกะทัดรัด สามารถนำติดตัวไปได้ง่าย หยิบใช้สะดวก
12. เมื่อเด็กสื่อสารกับครูโดยใช้ป้ายเรียบร้อยแล้ว ครูควรนำภาพกลับไปติดไว้ที่บ้านสื่อสารตามเดิม เพราะว่าหากเด็กต้องการจะสื่อสารกับเราอีก เขาจะสามารถสื่อสารกับเราโดยใช้ภาพได้
ขั้นตอนที่ 3 การจำแนกภาพ
1. วัตถุระสงค์เชิงพฤติกรรม เด็กแสดงความจำนงว่าต้องการบอกบางสิ่งบางอย่างโดยเด็กจะเดินไปที่ป้ายสื่อสาร เลือกภาพที่ต้องการ จากภาพที่ติดอยู่ที่ป้ายจำนวนหลายภาพ เดินไปหาครูพร้อมกับถือภาพนั้นไปด้วย ยื่นภาพนั้นให้แก่ครู
2. วิธีปฏิบัติ ในขั้นนี้ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. ในขั้นนี้ครูยังไม่กระตุ้นให้เด็กพูดแต่ถ้าเด้กพุดได้เองให้ครูให้แรงเสริมทนัที
2. ใน 1 วันควรให้เด็กปฏิบัติบรรลุวัตถุประสงค์อย่างน้อย 2 ครั้ง อาจแบ่งการฝึกออกเป็น 2-3 ช่วงก็ได้
3. การติดภาพที่ป้าย ครูอาจติด ณ ตำแหน่งที่แตกต่างกัน เช่น ด้านบน ( ของป้าย ) ด้าน ล่างมุมทั้ง 4 เป็นต้น

4. ภาพที่ครูใช้อาจมีขาดแตกต่างกันในระยะแรก ครูอาจภาพที่มีขนาดใหญ่พอเหมาะ ต่อไปเมื่อเด็กคุ้นเคยแล้ว ครูอาจลดขนาดของภาพให้มีขนาดเล็กลงได้แต่ยังให้เด็กสามารถหยิบ - จับได้สะดวก
5. ให้เด็กจำแนกภาพที่เด็กต้องการและภาพที่เด็กไม่ต้องการ
6. ถ้าเด็กหยิบภาพผิด ครูไม่ควรพูดว่า “ ผิด ” “ ใช้ไม่ได้ ” “ ไม่ใช่ ” แต่ควรพูดว่า “ ภาพที่ถูกคือภาพนี้ ”
7. ครูเตรียมภาพไว้หลาย ๆ ภาพเพราะบางทีอาจจำเป็นต้องฉีกภาพเหล่านั้นหรือภาพ อาจฉีกขาดขณะประกอบกิจกรรม จึงจำเป็นต้องใช้ภาพที่เหลือ
ขั้นตอนที่ 4 โครงสร้างของประโยค
•  วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เด็กสามารถบอกความต้องการของตนเองว่าต้องการสิ่งใด อาจเป็นสิ่งที่มีภาพให้เห็นหรือสิ่งของที่ไม่มีภาพให้เห็นก็ได้โดยเด็กเดินไปที่ป้านนิเทศหรือสมุดเก็บภาพดึงภาพกิจกรรมหรือสิ่งของที่ตนเองต้องการออกมาจากป้ายนำภาพไปวางในตำแหน่งที่ถูกต้องในประโยคที่ครูติดไว้ นำไปให้ครูเพื่อแสดว่าตนมีความประสงค์สิ่งใด
2. การจัดสภาพแวดล้อม ครูต้องเตรียมป้านสื่อสาร นำภาพหลาย ๆ ภาพไปติดไว้ที่ป้ายให้ภาพเรียงกันใลักษณะของ ประโยคหรือเรียงกันเป็นหมวดหมู่ อย่างเป็นระบบ
3. วิธีฏิบัติ
1. ไม่มีการกระตุ้นเตือนให้เด็กพูดแต่ถ้าเด็กพูดได้เอง ครูควรให้แรงเสริมทันที
2. ครูคอยตรวจสอบเวลาว่า เด็กเข้าใจการเลือกภาพหรือไม่
3. ครูแนะนำให้เด็กปฏิบัติให้ถูกลำดับขั้น อาจเริ่มจากลำดับสุดท้ายก็ได้
4. ให้เด็กปฏิบัติได้ถูกต้อง 20 ครั้ง ใน 1 วัน
5. . ลักษณะของประโยคต้องเป็นประโยคที่ง่าย ๆ ครูอาจเปลี่ยนคำได้บ้างแต่ควร