การอบรมเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ TEACCH Program
Treaatment and Education of Autistic and Rrlated Communication Handcapped Children
 

เทคนิคการสอนแบบทีช โปรแกรม ( TEACCH PROGARM )
            TEACCH คืออะไร
            TEACCH ย่อมาจาก Treatment and Education of Autistic and Related Communication Handicapped Chikdren พัฒนาขึ้นโดยภาควิชา จิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคลิฟอร์เนีย โดย Dr. Erick Schopler เป็นแนวการสอนเด็กออทิสติกและเด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสารประเภทอื่น โดยเน้นการจัดสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็กและการสอนอย่างเป็นขั้นตอน

            จุดมุ่งหมายของ TEACCH

            วิธีทีช (TEACCH) มีจุดมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการคือ
•  เพื่อให้บุคคลออทิสติกสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีความหมาย และเป็นอิสระ โดยไม่ต้อง ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
•  เพื่อให้บริการแก่บุคคลออทิสติกและครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจกระบวนการช่วยเหลือเด็กด้วยวิธีนี้
•  เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการทดลองไปใช้กับบุคคลออทิสติกในประเทศสหรัฐอเมริกา และในต่างประเทศ
          จุดมุ่งหมายสำคัญอีกประการหนึ่งในการนำวิธีทีช ( TEACCH ) มาใช้ก็คือ เพื่อการสื่อสารกับ
เด็กโดยการจัดโครงสร้างใหม่ การกำหนดตารางเวลา และการจัดหมวดหมู่ เป็นการสอนรายบุคคล ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของเด็กแต่ละคน

            ประโยชน์ของ TEACCH

          เด็กออทิสติกเป็นเด็กที่สื่อสารได้ดีทางการใช้สายตาแต่การสื่อสารได้ไม่ดีทางการฟังจึงควรใช้ สื่อสารทางสายตาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเด็กเข้าใจสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาจะช่วยให้เด็กมีการรับรู้ดีขึ้น เข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร การเรียนการสอนที่จะเป็นขั้น ๆ ง่าย ๆ ประมาณ 2-3 ขั้นตอน จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดี   
   
               เหตุผลในการนำเทคนิคเหล่านี้มาใช้

          สาเหตุในการนำเทคนิคมาใช้ เพราะว่าเทคนิคเหล่านี้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของเด็ก สามารถตอบสนองต่อเด็กได้ดี สอดคล้องกับลักษณะของเด็กออทิสติก กล่าวคือ
•  เด็กออทิสติกเรียนรู้ได้ดีจากการใช้สายตา ( Visual Learner ) แต่มีปัญหาจาการฟัง เนื่องจากฟังแล้วไม่เข้าใจ เด็กออทิสติกบางคนจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้เป็นอย่างดีเมื่อเขาเผชิญ ( เห็น ) เหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง เวลาผ่านไปนานแล้วเขาก็ยังจำได้
•  เด็กออทิสติกเรียนรู้ได้ดี จากกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร เป็นการกระทำที่ปฏิบัติเช่นเดิมทุกวัน หลายคนอาจไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า หากเด็กปฏิบัติเช่นเดิมทุกวัน เด็กจะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างไร แต่หลักที่สำคัญก็คือ การเรียนรู้จะต้องเริ่มจากสิ่งที่เด็กเก่ง สิ่งที่เด็กถนัด แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นกิจกรรมที่ยากขึ้น เมื่อเด็กมีทักษะในกิจกรรมเบื้องต้นแล้ว ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นในสิ่งที่เป็นกิจวัตรทีละน้อยจึงทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
•  เด็กออทิสติกมีปัญหาในการรับรู้ทางภาษา ( ฟังไม่เข้าใจ อ่านไม่เข้าใจ ) แม้เด็กบางคนจะมีทักษะในการแสดงออกทางภาษาสูงก็ตาม ( พูดเก่ง พูดได้ดีแต่เป็นการพูดที่ไม่มีความหมาย )
                เด็กออทิสติกมีปัญหาสำคัญดังนี้
•  มีความสามารถในการรับรู้ภาษาต่ำ
•  มีความสามารถในการจัดเรียงลำดับต่ำ
•  ไม่เข้าใจกฎระเบียบของโรงเรียน
          การสอนจะต้องหาทางแก้ปัญหา หรือไม่ก็หาทางชดเชยทักษะที่ยังบกพร่องเหล่านี้ด้วยวิธีอื่น เด็กออทิสติกไม่เข้าใจกฎระเบียบของสังคม กฎระเบียบต่าง ๆ จึงไม่มีความหมายสำหรับเขาหลายคนจึงเห็นว่าเขาประพฤติตนไม่เหมือนคนอื่น ปฏิบัติในสิ่งที่คนอื่นไม่ปฏิบัติ ในการสอนทั่วไป ครูจะใช้วิธีอธิบาย ( การพูด ) อธิบายปัญหา ( การพูด ) การออกคำสั่งให้เด็กปฏิบัติตาม ( การพูด ) วิธีดังกล่าวไม่เหมาะสมกับเด็กออทิสติก เพราะว่าเด็กไม่เข้าใจสิ่งที่ครูกำลังพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ฉลาด เด็กออทิสติกบางคนอาจมีระดับความสามารถทางสมองสูง แต่ยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ครูพูด ไม่เข้าใจภาษาที่ครูใช้ยิ่งไปกว่านั้นเด็กบางคนอาจให้ความสนใจในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่สนใจ

เช่น แทนที่จะฟังครูพูดอย่างเดียวเด็กออทิสติกอาจมุ่งความสนใจไปที่ริมฝีปากของครู ว่าริมฝีปากมีการเคลื่อนไหวที่แปลก ๆ ลิปสติกที่ครูใช้ทาปาก ( ครูผู้หญิง ) เป็นสิ่งแปลก ๆ ( ซึ่งคนอื่นเห็นว่าไม่แปลก ) เด็กบางคนไม่ได้ยินที่ครูพูดเพราะหันเหความสนใจไปฟังเสียงไฟฟ้าที่ดังมาจากโรงงานข้างโรงเรียน ทำให้ฟังครูไม่รู้เรื่อง ครูอาจใช้คำศัพท์ยากเกินไป เด็กไม่เข้าใจความหมาย เด็กไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูกำลังเล่าให้ฟังด้วยความตลกขบขัน แต่เด็กไม่เข้าใจจึงไม่ขำเด็กไมเข้าใจคำพูดเปรียบเปรยหรือการพูดหลายนัยที่ไม่มีความหมายตรงตามตัวอักษร เด็กไม่เข้าใจ จะเห็นได้ว่ามีตั้งหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นสาเหตุทำให้เด็กออทิสติกมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ( เด็กออทิสติกส่วนใหญ่จะมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ) ปัญหาก็จะยิ่งมีมากขึ้น
ครูที่สอนเด็กปกติอาจกล่าวว่า วิธีสอนแบบสาธิต ( Demonstration) เป็นวิธีสอนที่ดี เพราะครูแสดงให้เด็กดู เด็กเห็นตัวอย่าง แล้วสามารถปฏิบัติตามครูได้ แต่สำหรับเด็กออทิสติกแล้ว อาจไม่เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น ครูอธิบายคำว่าเขย่งก้าวกระโดด คืออะไร เด็กไม่เข้าใจ ครูจึงสาธิตโดยการกระโดดให้เด็กดู เด็กปกติจะเข้าใจและลงมือปฏิบัติตามครูได้ บางคนต้องฝึกซ้อมหลายครั้งและในทีสุดก็ปฏิบัติได้ แต่สำหรับ เด็กออทิสติกอาจไม่ใช่ เด็กออทิสติกอาจไม่เข้าใจการกระโดดว่าจะทำขั้นตอนใดก่อน มีกี่ขั้นกันแน่ที่สำคัญคือ เด็กไม่มุ่งความสนใจไปที่การก้าวกระโดดของครู ว่ามีกี่ก้าวขณะที่ครูแสดงการ
กระโดดให้นักเรียนดู แต่เด็กอาจให้ความสนใจรองเท้าที่ครูสวมใส่เป็นพิเศษ จนลืมนับจำนวนก้าวที่ครูกระโดด หากครูสวมรองเท้าทีมีสีแปลก ๆ ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นสำหรับเด็กออทิสติก การให้รางวัลแก่เด็กก็เช่นเดียวกัน ในเด็กปกติครูอาจให้แรงเสริมโดยการชมว่า “ เก่ง ” “ ดี ” “ เยี่ยม ” หรือการที่ครูยิ้มและยกนิ้วให้ ครูบางคนอาจโอบไหล่เด็ก ( ในกรณีเด็กเล็ก ) แต่สำหรับเด็กออทิสติกอาจไม่ได้ผล เพราะเด็กไม่เข้าใจว่า การยิ้มแปลว่าอะไร ทำไมจึงยิ้ม ไม่ยิ้มก็ได้ใช่ไหม “ ทำไมต้องเข้ามาโอบไหล่ฉันด้วย รำคาญ ผลักเลยดีไหม ” เป็นต้น
เพราะเด็กไม่เข้าใจความหมายของท่าทาง การกระทำในลักษณะดังกล่าว ด้วยเหตุที่เด็กออทิสติกหลายคนจึงไม่ชอบการกอดรัด แรงเสริมที่จะให้กับเด็กต้องมีความหมายหรือครูอธิบายให้เข้าใจความหมายของรางวัล แรงเสริมที่จะให้กับเด็กต้องไม่เหมือนกันครูต้องค้นหาให้พบว่า เด็กชอบอะไร แล้วให้สิ่งนั้นเป็นแรงเสริม